เกร็ดความรู้ รู้ทันโรค PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย jariya   
วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฏาคม 2012 เวลา 14:01 น.
ดัชนีบทความ
เกร็ดความรู้ รู้ทันโรค
ทดสอบ
ทุกหน้า

เกร็ดความรู้ รู้ทันโรค  จากครูจริยา

 

 โรคมือ เท้า ปาก

เกิดจากเชื้อไวรัสลำไส้หรือเอนเทอโรไวรัสหลายชนิดพบได้บ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

ในโรงเรียนอนุบาล สถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์เด็กเล็กสถานที่เล่นของเด็กในห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะใน

ที่อยู่รวมก้นอย่างแออัด จะมีโอกาศที่เกิดการระบาดได้ โรคเกิดประปรายตลอดปี แต่จะเพิ่มมากขึ้นในฤดูฝน

ซึ่งอากาศเย็นและชื่น

♦ การแพร่ติดต่อ

การติดต่อส่วนใหญ่เกิดจากได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ปากโดยตรง โรคแพร่ติดต่อง่ายในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย

โดยเชื้อไวรัสติดมากับมือหรือของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพองและแผล หรือ อุจจาระของผู้ป่วย และ

เกิดจากการไอจามรดกันโดยการหายใจเอาเชื้อที่แพร่กระจายจากละอองฝอยของผู้ป่วย สำหรับการติดเชื้อจากอุจจาระ

จะเกิดได้ในระยะที่เด็กมีอาการทุเลาจนกระทั่งหายป่วยแล้วประมาณ 1 เดือน แต่จะเกิดขึ้นได้น้อยกว่า

♦ อาการของโรค

หลังจากได้รับเชื้อ 3 - 6 วัน ผู้ติดเชื้อจะเริ่มแสดงอาการป่วย เริ่มด้วยมีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย ต่อมาอีก 1 - 2 วัน

มีอาการเจ็บปาก กลืนน้ำลายไม่ได้และไม่ยอมทานอาหาร เนื่องจากมีตุ่มแดงที่ลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม จะพบตุ่มหรือ

ผื่นนูนสีแดงเล็ก (มักไม่คัน) ที่ฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า และอาจพบที่ก้นด้วยตุ่มนี้จะกลายเป็นตุ่มพองใส บริเวณรอบ ๆ

อักเสบและแดง ต่อมาตุ่มจะแตกออกเป็นแผลหลุมตื้น ๆ อาการจะทุเลาและหายเป็นปกติ ภายใน 7 - 10 วัน

♦ การรักษา

» โรคนี้ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ แพทย์จะให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ยาทาแก้ปวด ในรายมีแผลที่ลิ้น

หรือกระพุ้งแก้ม

» ผู้ปกครองหรือผู้เลี้้ยงดูเด็ก ควรเช็ดตัวเด็กเพื่อลดไข้เป็นระยะ และให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อน ๆ รสไม่จัด

ดื่มน้ำและผลไม้ และนอนพักผ่อนมาก ๆ ถ้าเป็นเด็กอ่อน อาจต้องป้อนนมให้แทนการดูดจากขวด

» ตามปกติโรคมักไม่รุนแรงและไม่มีอาการแทรกซ้อน แต่เชื้อไวรัสบางชนิด เช่น เอนเทอโรไวรัส 71 อาจทำให้

มีอาการรุนแรงได้ จึงควรดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด หากพบมีไข้สูง ซึม ไม่ยอมทานอาหารหรือดื่มน้ำ อาเจียนบ่อย หอบ

แขนขาอ่อนแรง ชัก ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเกิดภาวะสมองอักเสบกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือ

น้ำท่วมปอด ซึ่งจะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

การป้องการโรค

โรคนี้ยังไม่มีวัตซีนป้องกัน แต่ป้องกันได้โดยการรักษาสุขอนามัย ผู้ปกครองควรแนะนำบุตรหลานและผู้เลี้ยงเด็ก

ให้ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบุู่ (ก่อนและหลังเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหารภายหลังการขับถ่ายหรือเปลี่ยน

ผ้าอ้อม หลักการดูแลเด็กป่วย) ตัดเล็บให้สั้น หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกัน (เช่น ขวดนม แก้วน้ำ หลอดดูด ผ้าเช็ดหน้า

และผ้าเช็ดมือ) และใช้ช้อนกลาง

♦ การควบคุมโรค

» หากพบเด็กป่วย ต้องรีบแยกเพื่อป้องกันไม่ให้เชื่้อแพร่ไปยังเด็กคนอื่น ๆ ผู้ปกครองควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์

และหยุดรักษาตัวที่บ้านประมาณ 5 - 7 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ ระหว่างนี้ควรสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น

ไม่ควรพาเด็กไปในสถานที่แออัด เช่น สนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ ตลาด และห้างสรรพสินค้า ควรอยู่ในที่ที่มีการระบาย

ถ่ายเทอากาศได้ดี ใช้ผ้าปิดจมูกปากเวลาไอจาม และระมัดระวังการไอจามรดกัน และผู้เลี้ยงดูเด็กต้องล้างมือให้สะอาด

ทุกหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรือ อุจจาระเด็ก

» หากมีเด็กป่วยจำนวนมาก ผู้บริหารโรงเรียนหรือผู้จัดการสถานรับเลี้ยงเด็ก ต้องดำเนินการ ดังนี้

-  ปิดห้องเรียนที่มีเด็กป่วยหรือปิดทั้งโรงเรียนชั่วคราว (ประมาณ 5 - 7 วัน)

-  ทำความสะอาดสถานที่เพื่อฆ่าเชื้อโรค บริเวณห้องน้ำ ห้องส้วม สระว่ายน้ำ ครัว โรงอาหาร บริเวณที่เล่นของเล่น

สนามเด็กเล่น โดยใช้สารละลายเจือจางของน้ำยาฟอกขาว (20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 1 ลิตร) หรือน้ำยาทำความ

สะอาดที่ใช้ตามบ้านเรือน

-  ทำความสะอาดของเล่น เครื่องใช้ของเด็กด้วยการซักล้างแล้วผึ่งแดดให้แห้ง

-  หยุดให้เครื่องปรับอากาศ เปิดม่านให้แสงแดดส่องให้ทั่วถึง

แจ้งการระบาดของโรค ได้ที่

» สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค โทร. 0-2590-1882

» สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด. สำนักงานสาธารณสุข อำเภอ และสถานีอนามัยทุกแห่ง

» สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร โทร 0-2245-8106,0-2354-1836 และศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. ทุกแห่ง

 

ที่มา : สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

http://thaigcd.ddc.moph.go.th

 


 โรคภูมิแพ้

          เป็นโรคที่เกิดกับทางเดินหายใจเป็นส่วนใหญ่ เป็นโรคที่พบมากของประเทศไทยโดยเฉพาะประชาชนในเขตเมืองเนื่องจากมลภาวะนอกจากนี้โรคภูมิแพ้อาจทำให้เกิดอาการลมพิษ หรือ ช็อคได้ โดยเฉพาะการแพ้เหล็กในของผึ้ง หรืตัวต่อ คนไข้บางคน อาการแสดงออกอาจพบได้ในหลาย ๆ อวัยวะของร่างกายพร้อมกัน

โรคทีีจัดว่าอยู่ในกลุ่มภูมิแพ้

          1. หวัดแพ้อากาศ  อาการที่พบบ่อย ได้แก่ คันในจมูก จามติด กันหลายครั้ง น้ำมูกใส ๆ ไหลมาก คัดแน่นจมูก

          2. โรคหอบหืด  ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หอบ แน่นหน้าอก หายใจเสียงวี้ด อาจเป็นตอนออกกำลังกาย ตอนกลางคืน หรือ ตอนเป็นหวัดก็ได้

          3. ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง  เป็นผื่นคัน แห้งแดง และเรื้อรัง พบบ่อยบริเวณหน้า ข้อพับแขนขา ลมพิษ ผื่นนูน บวม คัน

          4. แพ้อาหาร  มีอาการได้หลายระบบ ทั้งระบบผิวหนัง (ผื่นลมพิษ) ระบบลมหายใจ (คัดจมูก น้ำมูกไหล หอบ) ระบบทางเดินอาหาร (อาเจียน ปวดทอ้ง ท้องเสีย) อาหารที่เป็นสาเหตุได้บ่อย คือ นมวัว ไข่ อาหารทะเล ถั่วลิสง

          5. ภูมิแพ้ที่ตา  มีอาการแสบตา คันตา ตาแดง น้ำตาไหล ขยี้ตาบ่อย เปลีอกตาบวม

      ปฏิกิริยาแพ้ยาแบบรุนแรง เกิดอาการหลังได้รับสารแพ้ภายในเวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง ทำให้มีอาการแน่นหน้าอก ความดันโลหิตต่ำ และอาจเสียชีวิตได้ สาเหตุเป็นได้ทั้งจากแพ้อาหาร แพ้ยา แพ้แมลงต่าง ๆ เป็นตัน

สารก่อภูมิแพ้ ?

          สารก่อภูมิแพ้คืออะไร คือสารที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการของโรคภูมิแพ้ซึ่งอาจเป็นสารที่ร่างกายได้รับโดยการฉีด กิน หายใจ หรือ สัมผัสก็ได้มีทั้งสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน (เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ขนและรังแคของสัตว์เลี้ยง เชื้อรา บุหรี่)   และสารก่อภูมิแพ้นอกบ้าน (เกสรหญ้า เกสรดอกไม้ ควัน และฝุ่นต่าง ๆ) รู้ได้อย่างไรว่าเป็นภูมิแพ้ เมื่อมีอาการและอาการแสดงดังข้างต้น ควรไปพบแพทย์เพื่อชักประวัติ นอกจากนั้นแพทย์อาจทำการตรวจทดลองภูมิแพ้ ทางผิวหนัง เพื่อให้ทรายถึงสารที่ผู้ป่วยแพ้ ซึ่งทราบผลภายใน 15 นาที

      ควรปรึกษาแพทย์ เมื่อมีอาการสงสัยว่าจะเป็นโรคภูมิแพ้ ดังต่อไปนี้

          - น้ำมูกไหล คัดจมูก จาม คัดจมูกเรื้อรัง

          - ไซนัสอักเสบเรื้อรัง

          - ไอมากหรือเหนื่อยเวลาเป็นหวัด ตอนออกกำลังกาย หรือตอนกลางคีน

          - ผื่นคันเรื้อรังตามผิวหนังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

          - เป็นลมพิษบ่อย

          - สัมผัสสารบางอย่างแล้วผื่นขึ้น

          - กินอาหารบางชนิดแล้วมีผื่น น้ำมูกไหล หรือแน่นหน้าอก

          - คันตา แสบตา น้ำตาไหลเรื้อรัง

แนวทางการรักษาโรคภูมิแพ้

          1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เป็นวิธีที่สำคัญที่สุด และช่วยลดความรุนแรงของโรคได้

          2. การรักษาด้วยยา  มีทั้งยากิน ยาพ่นจมูก ยาพ่นปอด ยาหยอดตา ยาทาผิวหนัง ซึ่งควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

          3. การฉีดวัคซีนภูมิแพ้  โดยการฉีดสารสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ และค่อย ๆ เพิ่มปริมาณ จนผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่อสารนั้น ซึ้งต้องรับการฉีดอย่างสม่ำเสมอ เป็นเวลา 3 - 5 ปี จึงจะได้ผลดี

ปฏิบัติตนอย่างไร...... เมื่อเป็นโรคภูมิแพ้

          1. ในห้องนอน ควรมีเครื่องตกแต่งห้องน้อยชิ้นที่สุด หมั่นทำความสะอาดและกำจัดฝุ่นละอองเป็นประจำ

          2. ในกรณีแพ้ไรฝุ่น ควรทำความสะอาดเครื่องนอน (ที่นอน, หมอน, ผ้าห่ม) โดยซักด้วยน้ำร้อน 600 องศา นาน  15-20 นาที อย่างน้อยทุก 2 สัปดาห์

          3. ไม่ใช้พรม เก้าอี้เบาะหุ้มผ้า หมอนนุ่น ตุ๊กตาที่ทำจากนุ่นหรือขนสัตว์

          4. ไม่เลี้ยงสัตว์ที่มีขนในบ้าน เช่น สุนัข แมว นก

          5. กำจัดเศษอาหาร และขยะต่าง ๆ รวมทั้งปิดฝาท่อระบายน้ำเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงสาบ

          6. ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศบ่อย ๆ และใช้แบบที่มีเครื่องกรองอากาศชนิด HEPA Filter

          7. ระวังไม่ให้บ้าน ห้องน้ำ อับชื้น และไม่ควรปลูกต้นไม้ในบ้าน เพราะทำให้เชื้อราเติบโต

          8. อย่าไปใกล้บริเวณที่มีควันบุหรี่ ควันไฟ และบริเวณที่มีฝุ่นมาก

          9. ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ หากมีอาการหอบเหนื่อยเวลา ออกกำลังกาย ควรสูบยา ป้องกันอาการหอบก่อน

         10. ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น ไม่ควรซื้อยามาใช้มาใช้เอง เพราะยาบางชนิดถ้าใช้ต่อเนี่อง อาจมีอันตรายได้

 

ที่มา : โรงพยาบาลจุฬารัตน์

         www.chularat.com

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 12 กันยายน 2012 เวลา 10:50 น.